1,864 โค้ง/3
ความประทับใจขั้นสุดยอด อยู่ที่ภาคนี้ครับ
เราออกเดินทางสู่ปาย โดยแวะพัก 2 ครั้ง ที่จุดพักรถ ซึ่งมีขอทานชาวเขาเยอะแยะไปหมด
แล้วก็แวะเดินเที่ยวที่ถ้ำน้ำลอด
ถ้ำน้ำลอด เป็นถ้ำที่มีชื่อเสียง สวยงาม และเข้าชมได้ง่ายสะดวกสบายที่สุดแล้วในบรรดาถ้ำทั้งหมด
ตั้งอยู่บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 141 จากเส้นทางหลวง 1095 (ปาย-ปางมะผ้า) เลี้ยวขวาเข้าไปประมาณ 9 กิโลเมตร ตรงเข้าไปจนสุดทางจะพบถ้ำน้ำลอด
ถ้ำน้ำลอดอยู่ในความดูแลของศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าถ้ำน้ำลอด
จากด่านด้านหน้าต้องเดินเท้าเข้าไปประมาณ 350 เมตร พร้อมคนนำทางและตะเกียงส่องทาง
สาเหตุที่ไม่มีการติดตั้งไฟในถ้ำต่างๆก็เพื่อเป้นการรักษาถ้ำเหล่านี้ให้สวยงามและคงเดิมอยุ่ตลอดเวลา อีกทั้งยังสร้างรายได้เสริมให้กับชาวบ้านใกล้เคียงที่สมัครมาเป็นคนนำทางให้ความรู้แก่นักท่องเที่ยวอีกด้วย
เมื่อถึงบริเวณปากทางเข้าถ้ำนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็มาถึงบางอ้อว่าทำไมถ้ำแห่งนี้ชื่อว่า “ถ้ำน้ำลอด” นั่นเป็นเพราะถ้ำแห่งนี้มีสายน้ำไหลผ่านตั้งแต่ปางทางเข้าถ้ำไปจนถึงถ้ำสุดท้ายที่อยู่ภายในโพรงแห่งนี้มีความยาวกว่า 500 เมตร กว้าง 20 เมตร สูง 50 เมตร สายน้ำกัดเซาะโพรงถ้ำแห่งนี้มากกว่าล้านปี ก่อเกิดเป็นถ้ำใหญ่ๆถึง 3 แห่ง ได้แก่ ถ้ำเสาหิน ถ้ำตุ๊กตา และถ้ำผีแมน เส้นทางท่องเที่ยวทั้ง 3 ถ้ำ ต้องอาศัยการนั่งแพเข้าไป
ข้อมูลจาก : http://www.oceansmile.com/

หลังจากชมหินยอกหินง้อยกันสักพัก โดยไม่ได้ล่องแพเข้าไปชมตลอดถ้ำ เราก็กลับมาขึ้นรถตู้ เพื่อเดินทางต่อไปที่ปายครับ
มาถึงปายตอนราวๆ บ่ายสาม แวะทานข้าวซอยที่ร้านน้องเบียร์ แล้วเดินชมบรรยากาศ อ.ปาย ที่หลายๆ คนหลงรัก
แต่สำหรับพวกเรา ให้ตายเถอะ “ปาย ครั้งเดียวก็เกินพอ”
สำหรับคนที่เคยไปแล้ว และประทับใจ ก็อย่าโกรธนะครับ ที่ผมจะไม่ประทับใจเอาเสียเลย
ปายคงจะสวย ถ้าไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยว
เราอุตส่าห์หนีเที่ยวก่อนจะถึงช่วงวันหยุดปีใหม่แล้ว แต่ก็คงจะช้าเกินไป
เราเจอรถติด เจอนักท่องเที่ยวชาวกรุง ที่กูพอใจจะจอดรถตรงไหน ก็จอดตรงนั้น
เราเจอร้านอาหารที่บอกให้บริการตนเอง แม้แต่เช็ดโต๊ะ กวาดพื้น
เราเจอเสียงโวยวายแบบไม่เกรงใจใคร เราเดินไหล่ชนไหล่กับใครต่อใครอยู่ตลอดเวลา
เราต้องแย่งชิงที่จอดรถ ต้องแย่งชิงโต๊ะอาหาร
เราต้องแย่งที่ถ่ายรูป
ไอ้ผมน่ะไม่เท่าไหร่หรอก เพราะถ่ายรูปได้หลายแบบ คนเยอะก็ได้ภาพอีกแบบ แต่คนเที่ยวอย่างแม่ อย่างแฟนผม เจอแบบนี้เข้าไป ก็อึ้งกันเป็นแถว
ปายสวยไหม สวยครับ ร้านรวงต่างๆ ในปาย ที่พ่อค้าแม่ขายชาวกรุง เผ่นขึ้นไปเช่า 5 เดือน เพื่อรอขายของให้นักท่องเที่ยวชาวกรุงด้วยกัน
ร้านที่ Decorate อย่างสวยงาม ในสไตล์เดียวกันกับถนนข้าวสาร ผมดูที่กรุงเทพก็ได้นี่หว่า
กาแฟที่ว่าอร่อย ก็ต้องแย่งกันกิน เฮ้อ




เราแยกตัวออกมา พากันไปเยี่ยมพี่หริ อดีตหุ้นส่วนทะเลบังกะโลที่เกาะช้าง ซึ่งที่เกาะหมดสัญญา เลยมาทำบังกะโลที่ปายแทน
ใช้ชื่อว่า StoneFree อยู่ไม่ไกลจากตัวอำเภอนัก มีม้าให้เช่าขี่ มีรถลีโม่ เป็นมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างคันนึง
Stone Free เป็นบ้านดินครับ ห้องน้ำรวม มีบาร์ขายอาหาร/เครื่องดื่มไว้พร้อม
ใครไปปาย ก็แวะไปดูที่นี่ได้ครับ ถ้าไม่ได้ติดไฮโซ ที่นี่น่าพักครับ



เราเดินทางไปชมรอบๆ เมืองปายกัน โดยเริ่มต้นที่วัดน้ำฮู
วัดน้ำฮู อยู่ที่หมู่ที่ 5 ตำบลเวียงใต้ ห่างจากตัวอำเภอไปทางโรงพยาบาลปายประมาณ 3 กิโลเมตร
เป็นที่ประดิษฐานของพระอุ่นเมือง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปสิงห์สาม (ศิลปะล้านนา) ปางมารวิชัยทำด้วยโลหะทองสัมฤทธิ์ มีลักษณะพิเศษคือพระเศียรกลวง พระโมฬีปิดเปิดได้และมีน้ำซึมออกอยู่เสมอประวัติการสร้างไม่แน่นอนแต่เชื่อกันว่าสร้างโดยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เพื่อเป็นพระราชกุศลถวายพระพี่นางพระสุพรรณกัลยา
นักท่องเที่ยวที่จะเข้าไปนมัสการพระอุ่นเมืองทางวัดเปิดให้เข้านมัสการทุกวัน
ข้อมูลจาก : http://www.ezytrip.com/


เนื่องจากประชาชนมีจิตศรัทธาล้นหลาม เราเลยอยู่เที่ยวชมแค่ครู่เดียว แล้วออกเดินทางต่อ
เราแวะไปเที่ยวชมศูนย์วัฒนธรรมจีนยูนนาน ที่บ้านสันติชล
หมู่บ้านชาวจีนยูนานตั้งอยู่ที่บ้านสันติชล ห่างจากตัวอำเภอปาย 4 กม. ถ้าเราขับมาจากตัวเมืองปาย จะผ่านโรงพยาบาลปาย หลังจากนั้นจะตรงขึ้นไปและจะผ่านหน้าวัดอุ่นเมืองหรือวัดน้ำฮู หลังจากนั้นขับไปอีกไม่เกิน 5 นาทีจะพบ หมู่บ้านศูนย์วัฒนธรรมยูนานอยู่ทางด้านซ้ายมือ ซึ่งก่อนนี้เป็นพื้นที่ที่เคยถูกมองว่าเป็นสีแดง เขตค้ายาเสพย์ติดของว้าแดงมาก่อน
มีชาวเขาบ้านสันติชลเชื้อสายจีนพักพิงอยู่กว่า 1,000 ชีวิตเลยทีเดียว หากมองเข้าไปแล้วก็จะเจอบ้านดินที่เป็นแนวๆที่ตั้งเรียงรายกันอยู่ มีของฝากจากชาวจีนยูนานมากมายจัดจำหน่ายอยู่ และมีลานกว้างเป็นสนามหญ้าและทางเดิน มีหินโบราณก้อนใหญ่ๆตั้งอยู่ตรงจุดศูนย์กลางของลานที่หมูบ้านชาวจีนยูนานแห่งนี้และมีมังกรหันหัวลงดินหางชี้ฟ้า มีธงชาติไทยปักเป็นสัญลักษณ์อยู่
ข้อมูลจาก : http://www.holidaythai.com/
น้องมิมกับพี่บล พากันไปขี่ฬ่อ แล้วก็เล่นชิงช้ากัน ส่วนนุชกับผม ก็เดินถ่ายรูปไปเรื่อยครับ ที่นี่ แดดดี สีสวยมาก




หลังจากเดินชมกันราวๆ ครึ่งชั่วโมง เราก็ย้ายที่กัน โดยไปต่อกันที่ ร้านกาแฟชื่อดังของที่นี่ Coffee in Love
ร้าน Coffee in Love เป็นร้านกาแฟที่ขึ้นชื่อที่สุดในอำเภอปาย สัมผัสกับรสชาติของกาแฟที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ และอิ่มเอมกับบรรยากาศอันแสนโรแมนติค ท่ามกลางขุนเขาและธรรมชาติ ตากบรรยาศโอโซน และสามารถแวะเป็นจุดชมวิวถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึก
ใครที่หลงใหลอำเภอปาย เชิญแวะมาจิบกาแฟและถ่ายรูปกับป้ายที่เป็นเอกลักษณ์ และร้านกาแฟที่ดังที่สุดในอำเภอปาย ณ ตอนนี้ ถ้าใครไปปายแล้วไม่ได้มาถ่ายภาพที่นี้ถือว่ายังไปไม่ถึง อำเภอปาย
ข้อมูลจาก : http://th.88db.com/
ไอ้เราก็กลัวจะไปไม่ถึงปาย สาวๆ ก็ขอถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกันสักหน่อย ให้ตายเถอะ แย่งกันยังกะแจกข้าวสารฟรี -_-”



หลังจากนั้นเราก็เข้าที่พัก ซึ่งมีไว้ซุกหัวนอน ที่ปายภูฟ้า ที่ไม่ได้พักกับพี่หริ เพราะเราจองที่พักที่นี่ไว้ ตั้งแต่ก่อนจะมีกรณียึดสนามบิน ซึ่งช่วงนั้นที่พักเต็มหมดแล้ว ต้องวางเงินล่วงหน้า เราเลยตามเลยครับ
ที่นี่ก็จัดว่าน่ารักพอใช้ได้ทีเดียวครับ เปิดหน้าต่างก็เห็นขุนเขา

โหลดของลงเสร็จ เราก็เข้าไปหาอาหารเย็นกินกัน โดยมื้อนี่เราเลือกที่จะตามใจน้องมิมกัน หลังทานอาหารพื้นเมืองมาเกือบตลอด แล้วเด็กไม่ค่อยถูกปาก
พอถามว่าอยากทานอะไรคะลูก มันตอบว่า “สเต๊กค่ะ” เอิ๊กกกกกก -_-”
เรานั่งทานอาหารกันแถวๆ ถนนคนเดินนั่นแหละครับ คนเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เรารออาหารนานมากกกกกกกกกกก
จำเวลาไม่ได้ตอนเข้าไปนั่ง แต่จำได้ว่า ...
ลิเวอร์พูลเริ่มลงสนาม พบกับนิวคาสเซิลวันนั้น เราเริ่มนั่ง สั่งอาหารกัน เราได้รับอาหารจานแรก ก่อนหมดเวลาครึ่งแรกราวๆ 4-5 นาทีก่อนทดเวลาเจ็บ เอิ๊กกกกกกกก
อ้ะ ส่วนบรรยากาศถนนคนเดินที่ข้าวสาร เอ๊ย ปาย จะเป็นยังไง ดูจากภาพเอาก็แล้วกันนะครับ





เรากลับเข้าที่พัก ด้วยอารมณ์หงุดหงิดกันคนละเล็กละน้อย ก่อนจะเก็บของ อาบน้ำ เข้านอน เตรียมตัวออกเดินทางขึ้นห้วยน้ำดังตอนตีสี่วันรุ่งขึ้น
แต่เราก็ต้องตื่นแทบจะทุกครึ่งชั่วโมง กับเสียงเอะอะเฮฮา ของนักท่องเที่ยวชาวกรุง ที่เมากันมาตั้งแต่หัวค่ำ หรือจะอวดศักดา ว่ากูพูด ก็ได้ยินกันทั้งเขา
เช้า เราออกตั้งแต่ตีสี่กว่าๆ ขึ้นไปห้วยน้ำดัง โดยเตรียมใจไว้แล้ว ว่าจะต้องพบกับกองทัพนักท่องเที่ยว และผมคงจะไม่ได้รูปทะเลหมอกอย่างที่ต้องการ แต่ก็ไม่เป็นไรครับ ถ่ายเป็นที่ระลึกก็ได้
อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง มีพื้นที่ครอบคลุมท้องที่อำเภอแม่แตง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน
มีสภาพป่าและธรรมชาติที่สมบูรณ์ ภูเขาสูงชันสลับซับซ้อน เป็นป่าต้นน้ำลำธาร มีจุดเด่นทางธรรมชาติที่สวยงามและจุดชมวิวที่สามารถชมบรรยากาศอันร่มรื่น
โดยเฉพาะบริเวณห้วยน้ำดัง ที่มีชื่อว่าทะเลหมอกที่งดงามยิ่ง มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของประเทศไทย อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดังมียอดดอยที่มีธรรมชาติงดงามอีกหลายแห่ง เช่น ดอยช้าง ดอยสามหมื่น รวมทั้งมีโป่งเดือดซึ่งเป็นน้ำพุร้อนธรรมชาติ
ส่วนการล่องแพในลำน้ำแม่แต่งก็เป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 782,575 ไร่ หรือ 1,252.12 ตารางกิโลเมตร
ข้อมูลจาก : http://www.ezytrip.com/



เรานั่งรถตู้กลับลงมา หลังจากเห็นแล้วว่า ที่นี่ เราคงได้ภาพแค่นี้ เมฆ/หมอก เยอะมาก จนมองไม่เห็นพระอาทิตย์ขึ้น
ระหว่างทาง ก็เจอภาพประทับใจอีกเล็กน้อยครับ เก็บๆ มาให้ดูกัน


เรามาเข้าห้องน้ำ ทานกาแฟ (ผมเรียก กินกาแฟขี้) กันที่ร้านกาแฟรักจัง หลังออกจากห้วยน้ำดังมานิดหน่อยครับ แล้วก็ถ่ายรูปเล่นอีกนิดหน่อย




<== พี่วัชระ
หลังจากนั้น เราก็มุ่งหน้าเข้าเชียงใหม่กันเลย
โดยระหว่างทาง ก็แวะเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์พระตำหนักดาราภิรมย์ ซึ่งก็ปิดวันจันทร์ วันที่เรามาถึงพอดีซะอีก
เราก็เลยนั่งรถต่อไปน้ำตกแม่สา ก่อนจะกลับออกมาทานข้าวซอยลำดวน ในตัวเมืองเชียงใหม่กัน


น้ำตกแม่สา แยกเข้าทางซ้ายมือตรงกิโลเมตรที่ 7 เข้าเขตวนอุทยาน
น้ำตกแม่สาเป็นน้ำตกที่มีชื่อเสียงของอำเภอแม่ริม แบ่งเป็นชั้นๆ ขึ้นไปตามเชิงเขาถึง 8 ชั้น ปกคลุมด้วยต้นไม้ใหญ่ทั่วบริเวณ ทำให้สภาพอากาศร่มรื่นเย็นสบายตลอดปี เป็นสถานที่พักผ่อนที่ได้รับความนิยมมากทั้งชาวเชียงใหม่และนักท่องเที่ยวต่างถิ่น
ข้อมูลจาก : http://www.thai-tour.com/



หลังจากนั้นเราก็พาน้องมิมไปดูการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เข้าไปดูบ่อสร้าง ทำร่ม ได้ของที่ระลึกติดมือกันอีกเล็กน้อย ก่อนจะเ้ขาที่พักคืนสุดท้าย ที่เชียงใหม่ฟลอร่าครับ





คืนนั้น เราไปทิ้งทวนกันที่ (ไม่)คุ้มขันโตก ทานอาหารพื้นเมือง ดูการแสดง ปล่อยโคม แล้วก็เข้าที่พักครับ





เช้าวันรุ่งขึ้น เราก็เดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยรถไฟตอนประมาณ 8.45 ถึงกรุงเทพฯ ราวๆ 3 ทุ่มครับ
จัดเป็นอีกทริปที่สนุกและเหนื่อย
และทำให้ผมรู้ว่า ผมตัดสินใจผิด ที่ขาย 17-85 F4-5.6 EFs ให้เพื่อนรักไป
ตอนนี้ผมโทรไปขอคืนมาแระ ผมเหมาะกับช่วงนี้มากกว่า 17-40 F4L ล่ะ เฮ้อ ...


คราวหน้าไปเที่ยวที่ไหน จะเอามาเขียนไว้อีกนะครับ
หวังว่าคงจะพออ่าน/ดูรูปกันเพลินๆ
เราออกเดินทางสู่ปาย โดยแวะพัก 2 ครั้ง ที่จุดพักรถ ซึ่งมีขอทานชาวเขาเยอะแยะไปหมด
แล้วก็แวะเดินเที่ยวที่ถ้ำน้ำลอด

ตั้งอยู่บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 141 จากเส้นทางหลวง 1095 (ปาย-ปางมะผ้า) เลี้ยวขวาเข้าไปประมาณ 9 กิโลเมตร ตรงเข้าไปจนสุดทางจะพบถ้ำน้ำลอด
ถ้ำน้ำลอดอยู่ในความดูแลของศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าถ้ำน้ำลอด
จากด่านด้านหน้าต้องเดินเท้าเข้าไปประมาณ 350 เมตร พร้อมคนนำทางและตะเกียงส่องทาง
สาเหตุที่ไม่มีการติดตั้งไฟในถ้ำต่างๆก็เพื่อเป้นการรักษาถ้ำเหล่านี้ให้สวยงามและคงเดิมอยุ่ตลอดเวลา อีกทั้งยังสร้างรายได้เสริมให้กับชาวบ้านใกล้เคียงที่สมัครมาเป็นคนนำทางให้ความรู้แก่นักท่องเที่ยวอีกด้วย

ข้อมูลจาก : http://www.oceansmile.com/

หลังจากชมหินยอกหินง้อยกันสักพัก โดยไม่ได้ล่องแพเข้าไปชมตลอดถ้ำ เราก็กลับมาขึ้นรถตู้ เพื่อเดินทางต่อไปที่ปายครับ

แต่สำหรับพวกเรา ให้ตายเถอะ “ปาย ครั้งเดียวก็เกินพอ”
สำหรับคนที่เคยไปแล้ว และประทับใจ ก็อย่าโกรธนะครับ ที่ผมจะไม่ประทับใจเอาเสียเลย
ปายคงจะสวย ถ้าไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยว
เราอุตส่าห์หนีเที่ยวก่อนจะถึงช่วงวันหยุดปีใหม่แล้ว แต่ก็คงจะช้าเกินไป

เราเจอร้านอาหารที่บอกให้บริการตนเอง แม้แต่เช็ดโต๊ะ กวาดพื้น
เราเจอเสียงโวยวายแบบไม่เกรงใจใคร เราเดินไหล่ชนไหล่กับใครต่อใครอยู่ตลอดเวลา
เราต้องแย่งชิงที่จอดรถ ต้องแย่งชิงโต๊ะอาหาร
เราต้องแย่งที่ถ่ายรูป
ไอ้ผมน่ะไม่เท่าไหร่หรอก เพราะถ่ายรูปได้หลายแบบ คนเยอะก็ได้ภาพอีกแบบ แต่คนเที่ยวอย่างแม่ อย่างแฟนผม เจอแบบนี้เข้าไป ก็อึ้งกันเป็นแถว
ปายสวยไหม สวยครับ ร้านรวงต่างๆ ในปาย ที่พ่อค้าแม่ขายชาวกรุง เผ่นขึ้นไปเช่า 5 เดือน เพื่อรอขายของให้นักท่องเที่ยวชาวกรุงด้วยกัน
ร้านที่ Decorate อย่างสวยงาม ในสไตล์เดียวกันกับถนนข้าวสาร ผมดูที่กรุงเทพก็ได้นี่หว่า
กาแฟที่ว่าอร่อย ก็ต้องแย่งกันกิน เฮ้อ




เราแยกตัวออกมา พากันไปเยี่ยมพี่หริ อดีตหุ้นส่วนทะเลบังกะโลที่เกาะช้าง ซึ่งที่เกาะหมดสัญญา เลยมาทำบังกะโลที่ปายแทน
ใช้ชื่อว่า StoneFree อยู่ไม่ไกลจากตัวอำเภอนัก มีม้าให้เช่าขี่ มีรถลีโม่ เป็นมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างคันนึง
Stone Free เป็นบ้านดินครับ ห้องน้ำรวม มีบาร์ขายอาหาร/เครื่องดื่มไว้พร้อม
ใครไปปาย ก็แวะไปดูที่นี่ได้ครับ ถ้าไม่ได้ติดไฮโซ ที่นี่น่าพักครับ



เราเดินทางไปชมรอบๆ เมืองปายกัน โดยเริ่มต้นที่วัดน้ำฮู

เป็นที่ประดิษฐานของพระอุ่นเมือง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปสิงห์สาม (ศิลปะล้านนา) ปางมารวิชัยทำด้วยโลหะทองสัมฤทธิ์ มีลักษณะพิเศษคือพระเศียรกลวง พระโมฬีปิดเปิดได้และมีน้ำซึมออกอยู่เสมอประวัติการสร้างไม่แน่นอนแต่เชื่อกันว่าสร้างโดยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เพื่อเป็นพระราชกุศลถวายพระพี่นางพระสุพรรณกัลยา
นักท่องเที่ยวที่จะเข้าไปนมัสการพระอุ่นเมืองทางวัดเปิดให้เข้านมัสการทุกวัน
ข้อมูลจาก : http://www.ezytrip.com/


เนื่องจากประชาชนมีจิตศรัทธาล้นหลาม เราเลยอยู่เที่ยวชมแค่ครู่เดียว แล้วออกเดินทางต่อ

หมู่บ้านชาวจีนยูนานตั้งอยู่ที่บ้านสันติชล ห่างจากตัวอำเภอปาย 4 กม. ถ้าเราขับมาจากตัวเมืองปาย จะผ่านโรงพยาบาลปาย หลังจากนั้นจะตรงขึ้นไปและจะผ่านหน้าวัดอุ่นเมืองหรือวัดน้ำฮู หลังจากนั้นขับไปอีกไม่เกิน 5 นาทีจะพบ หมู่บ้านศูนย์วัฒนธรรมยูนานอยู่ทางด้านซ้ายมือ ซึ่งก่อนนี้เป็นพื้นที่ที่เคยถูกมองว่าเป็นสีแดง เขตค้ายาเสพย์ติดของว้าแดงมาก่อน
มีชาวเขาบ้านสันติชลเชื้อสายจีนพักพิงอยู่กว่า 1,000 ชีวิตเลยทีเดียว หากมองเข้าไปแล้วก็จะเจอบ้านดินที่เป็นแนวๆที่ตั้งเรียงรายกันอยู่ มีของฝากจากชาวจีนยูนานมากมายจัดจำหน่ายอยู่ และมีลานกว้างเป็นสนามหญ้าและทางเดิน มีหินโบราณก้อนใหญ่ๆตั้งอยู่ตรงจุดศูนย์กลางของลานที่หมูบ้านชาวจีนยูนานแห่งนี้และมีมังกรหันหัวลงดินหางชี้ฟ้า มีธงชาติไทยปักเป็นสัญลักษณ์อยู่
ข้อมูลจาก : http://www.holidaythai.com/
น้องมิมกับพี่บล พากันไปขี่ฬ่อ แล้วก็เล่นชิงช้ากัน ส่วนนุชกับผม ก็เดินถ่ายรูปไปเรื่อยครับ ที่นี่ แดดดี สีสวยมาก




หลังจากเดินชมกันราวๆ ครึ่งชั่วโมง เราก็ย้ายที่กัน โดยไปต่อกันที่ ร้านกาแฟชื่อดังของที่นี่ Coffee in Love

ใครที่หลงใหลอำเภอปาย เชิญแวะมาจิบกาแฟและถ่ายรูปกับป้ายที่เป็นเอกลักษณ์ และร้านกาแฟที่ดังที่สุดในอำเภอปาย ณ ตอนนี้ ถ้าใครไปปายแล้วไม่ได้มาถ่ายภาพที่นี้ถือว่ายังไปไม่ถึง อำเภอปาย
ข้อมูลจาก : http://th.88db.com/
ไอ้เราก็กลัวจะไปไม่ถึงปาย สาวๆ ก็ขอถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกันสักหน่อย ให้ตายเถอะ แย่งกันยังกะแจกข้าวสารฟรี -_-”



หลังจากนั้นเราก็เข้าที่พัก ซึ่งมีไว้ซุกหัวนอน ที่ปายภูฟ้า ที่ไม่ได้พักกับพี่หริ เพราะเราจองที่พักที่นี่ไว้ ตั้งแต่ก่อนจะมีกรณียึดสนามบิน ซึ่งช่วงนั้นที่พักเต็มหมดแล้ว ต้องวางเงินล่วงหน้า เราเลยตามเลยครับ
ที่นี่ก็จัดว่าน่ารักพอใช้ได้ทีเดียวครับ เปิดหน้าต่างก็เห็นขุนเขา

โหลดของลงเสร็จ เราก็เข้าไปหาอาหารเย็นกินกัน โดยมื้อนี่เราเลือกที่จะตามใจน้องมิมกัน หลังทานอาหารพื้นเมืองมาเกือบตลอด แล้วเด็กไม่ค่อยถูกปาก
พอถามว่าอยากทานอะไรคะลูก มันตอบว่า “สเต๊กค่ะ” เอิ๊กกกกกก -_-”
เรานั่งทานอาหารกันแถวๆ ถนนคนเดินนั่นแหละครับ คนเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เรารออาหารนานมากกกกกกกกกกก
จำเวลาไม่ได้ตอนเข้าไปนั่ง แต่จำได้ว่า ...
ลิเวอร์พูลเริ่มลงสนาม พบกับนิวคาสเซิลวันนั้น เราเริ่มนั่ง สั่งอาหารกัน เราได้รับอาหารจานแรก ก่อนหมดเวลาครึ่งแรกราวๆ 4-5 นาทีก่อนทดเวลาเจ็บ เอิ๊กกกกกกกก
อ้ะ ส่วนบรรยากาศถนนคนเดินที่ข้าวสาร เอ๊ย ปาย จะเป็นยังไง ดูจากภาพเอาก็แล้วกันนะครับ





เรากลับเข้าที่พัก ด้วยอารมณ์หงุดหงิดกันคนละเล็กละน้อย ก่อนจะเก็บของ อาบน้ำ เข้านอน เตรียมตัวออกเดินทางขึ้นห้วยน้ำดังตอนตีสี่วันรุ่งขึ้น
แต่เราก็ต้องตื่นแทบจะทุกครึ่งชั่วโมง กับเสียงเอะอะเฮฮา ของนักท่องเที่ยวชาวกรุง ที่เมากันมาตั้งแต่หัวค่ำ หรือจะอวดศักดา ว่ากูพูด ก็ได้ยินกันทั้งเขา

อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง มีพื้นที่ครอบคลุมท้องที่อำเภอแม่แตง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน

โดยเฉพาะบริเวณห้วยน้ำดัง ที่มีชื่อว่าทะเลหมอกที่งดงามยิ่ง มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของประเทศไทย อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดังมียอดดอยที่มีธรรมชาติงดงามอีกหลายแห่ง เช่น ดอยช้าง ดอยสามหมื่น รวมทั้งมีโป่งเดือดซึ่งเป็นน้ำพุร้อนธรรมชาติ
ส่วนการล่องแพในลำน้ำแม่แต่งก็เป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 782,575 ไร่ หรือ 1,252.12 ตารางกิโลเมตร
ข้อมูลจาก : http://www.ezytrip.com/



เรานั่งรถตู้กลับลงมา หลังจากเห็นแล้วว่า ที่นี่ เราคงได้ภาพแค่นี้ เมฆ/หมอก เยอะมาก จนมองไม่เห็นพระอาทิตย์ขึ้น
ระหว่างทาง ก็เจอภาพประทับใจอีกเล็กน้อยครับ เก็บๆ มาให้ดูกัน


เรามาเข้าห้องน้ำ ทานกาแฟ (ผมเรียก กินกาแฟขี้) กันที่ร้านกาแฟรักจัง หลังออกจากห้วยน้ำดังมานิดหน่อยครับ แล้วก็ถ่ายรูปเล่นอีกนิดหน่อย




<== พี่วัชระหลังจากนั้น เราก็มุ่งหน้าเข้าเชียงใหม่กันเลย
โดยระหว่างทาง ก็แวะเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์พระตำหนักดาราภิรมย์ ซึ่งก็ปิดวันจันทร์ วันที่เรามาถึงพอดีซะอีก
เราก็เลยนั่งรถต่อไปน้ำตกแม่สา ก่อนจะกลับออกมาทานข้าวซอยลำดวน ในตัวเมืองเชียงใหม่กัน


น้ำตกแม่สา แยกเข้าทางซ้ายมือตรงกิโลเมตรที่ 7 เข้าเขตวนอุทยาน
น้ำตกแม่สาเป็นน้ำตกที่มีชื่อเสียงของอำเภอแม่ริม แบ่งเป็นชั้นๆ ขึ้นไปตามเชิงเขาถึง 8 ชั้น ปกคลุมด้วยต้นไม้ใหญ่ทั่วบริเวณ ทำให้สภาพอากาศร่มรื่นเย็นสบายตลอดปี เป็นสถานที่พักผ่อนที่ได้รับความนิยมมากทั้งชาวเชียงใหม่และนักท่องเที่ยวต่างถิ่น
ข้อมูลจาก : http://www.thai-tour.com/



หลังจากนั้นเราก็พาน้องมิมไปดูการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เข้าไปดูบ่อสร้าง ทำร่ม ได้ของที่ระลึกติดมือกันอีกเล็กน้อย ก่อนจะเ้ขาที่พักคืนสุดท้าย ที่เชียงใหม่ฟลอร่าครับ





คืนนั้น เราไปทิ้งทวนกันที่ (ไม่)คุ้มขันโตก ทานอาหารพื้นเมือง ดูการแสดง ปล่อยโคม แล้วก็เข้าที่พักครับ





เช้าวันรุ่งขึ้น เราก็เดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยรถไฟตอนประมาณ 8.45 ถึงกรุงเทพฯ ราวๆ 3 ทุ่มครับ
จัดเป็นอีกทริปที่สนุกและเหนื่อย
และทำให้ผมรู้ว่า ผมตัดสินใจผิด ที่ขาย 17-85 F4-5.6 EFs ให้เพื่อนรักไป
ตอนนี้ผมโทรไปขอคืนมาแระ ผมเหมาะกับช่วงนี้มากกว่า 17-40 F4L ล่ะ เฮ้อ ...


คราวหน้าไปเที่ยวที่ไหน จะเอามาเขียนไว้อีกนะครับ
หวังว่าคงจะพออ่าน/ดูรูปกันเพลินๆ
