King of Lomo : LC-A
13/03/09 11:28 Filed in: Photos

หลังจากนั่งน้ำลายหยดอยู่นาน
LC-A เป็นกล้อง Lomo ตัวบนๆ ที่หลายๆ คนอยากเป็นเจ้าของ
และได้ออกรุ่นใหม่มา เติม + เข้าไป เป็น LC-A+
และย้ายฐานการผลิตจากรัสเซียมาเป็นจีน -_-”
แต่ยังคงมาตรฐานของ Lomography ไว้อยู่
ผมเห็นภาพของหลายๆ ท่าน ที่เล่นตัวนี้อยู่ แล้วก็เกิดกิเลส อยากจะเป็นเจ้าของบ้าง
หลังจากมาเล่น Lomo ได้สักพัก
เนื่องจากภาพที่ได้จาก LC-A จะเป็นภาพจาก 8M และ Holga รวมกัน
มีคาแรกเตอร์ชัดเจนมาก แล้วที่สำคัญ มันเป็น Compact ตัวเล็ก ที่พกติดกระเป๋าไปได้ง่ายๆ เลย

เพราะเชื่อว่า มาตรฐานของ Lomo ดีพอ ที่จะทำให้มันไม่แตกต่างกันมากนัก
และอย่างไรก็ตาม ภาพสไตล์โลโม่ ไม่ได้ทำให้ผมคิดว่า ควรจ่ายเพิ่มไปมากกว่าเดิม
ผมซื้อกล้องตัวนี้ที่ The Room ชั้น 4 Siam Discovery ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายโดยตรงจากสถานฑูต Lomo
คือกล้องศูนย์ ว่างั้น แต่ซื้อที่นี่เพราะ 1. ใกล้ สะดวกกว่า 2. ที่สภานฑูตไม่รับบัตร แต่ที่นี่รับ

ถ้ามันจะต่างกันแค่นั้น
ไหนๆ แล้ว ผมก็เลยสอย Colorsplash Flash ติดมือมาด้วยอีก 1 ตัว เพราะ LC-A+ ไม่มี Flash ในตัว
แล้วเจ้า Colorsplash มันก็แรดดีเหลือเกิน
มาดูคุณสมบัติของ LC-A+ กันดีกว่าครับ

ดูแข็งแรงทนทานกว่ากล้อง Body พลาสติกอย่าง Holga หรือ 8M มากทีเดียวครับ
จุดเด่นที่ชาวโลโม่ชอบกันนัก คือเลนส์ Minitar 1 ของมันนี่แหละ
เนื่องจากให้ภาพที่มีความคมชัดได้ดี ในแทบทุกสภาพแสง
และเวลาที่ต้องการให้ Out focus ก็ให้ความเบลอที่มีสเน่ห์เฉพาะตัวได้ดีมากๆ ทีเดียวครับ

ใช้ชื่อว่า Minitar 1
เลนส์ชุดนี้ ให้คุณภาพของภาพที่ดีมากทีเดียวครับ
เรียกว่า ทำให้เชื่อกันได้เลย ว่าถาพที่บันทึกลงบนฟิล์ม จะแจ่มแน่ๆ
ถ้าคุณตั้งค่าต่างๆ ตรงตามใจคุณแล้วนะ
เลนส์จะเป็น Wide angle ช่วงประมาณ 32mm และ F-Stop กว้างสุดที่ 2.8
การปรับโฟกัส จะใช้สวิทช์แท่งเล็กๆ ข้างๆ เลนส์ เป็นตัวปรับ ตามระยะที่กล้องห่างจากแบบ
แบ่งเป็น 4 ระยะ คือ 0.8m, 1.5m, 3m และ Infinity

เราอาจจะได้ภาพที่แปลกตาไปเลย
หน้าเลนส์ จะมีแผ่น (เข้าใจว่าเป็นโลหะ) เลื่อนเปิดปิดได้ เมื่อปิดอยู่
จะไม่สามารถกด Shutter ได้ครับ
โดยที่เมื่อเลือกปิดเลนส์ แผ่นนี้ก็จะปิดช่อง Viewfinder ด้านหน้าด้วยพร้อมๆ กัน
ถ้าเปิดไม่สุด ก็กดชัตเตอร์ไม่ลงครับ

เพราะตัวกล้อง จะมีระบบวัดแสงมาให้ด้วย โดยเซลล์วัดแสง จะอยู่ข้างๆ ช่อง Viewfinder หน้ากล้อง
โดยมีเฟืองเล็กๆ ให้เลือก ISO (ASA) ของฟิล์มให้ตรงกับฟิล์มที่ใช้ด้วย
ซึ่งจะทำให้กล้อง สามารถกะสภาพแสง และกำหนด Speed Shutter และ F-Stop ที่เหมาะสมกับสภาพแสงให้คุณได้อย่างรวดเร็ว

ไม่งั้นวัดแสงของกล้องจะทำงานไม่ถูกต้อง ส่งผลให้ภาพที่ได้ Over/Under ได้
กล้อง LC-A+ จะสามารถใส่สายลั่นชัตเตอร์ (ซึ่งมีแถมมาพร้อมกล้อง) ได้ ทำให้ปุ่มกด Shutter มีรูเกลียวให้
มุมขวาสุด ของตัวกล้องด้านบน จะมีช่องบอกเฟรม ว่าถ่ายไปกี่รูปแล้ว
โดยตัวเลขจะเลื่อนไปเรื่อยๆ ตามรูปที่คุณถ่ายครับ

ใช้สำหรับเสียบ Flash โดยที่จะมีแผ่นพลาสติกเล็กๆ ปิดเอาไว้
ในภาพผมถอดออกนะครับ
Flash ที่น่าจะเอามาเล่นด้วยกันมากที่สุด ก็คงจะเป็น Colorsplash นี่แหละ
ใส่แล้วดูหล่อขึ้นเยอะ
แล้วยังถ่ายได้ถึง 12 สีอีกต่างหาก
Guide number ก็ไม่น้อยเหมือนที่ Build in มากับ Holga ครับ
คุณภาพของภาพที่ได้ แทบไม่ต้องห่วงเลย
แต่ผมสังเกตดูว่า เมื่อใช้ LC-A+ ร่วมกับ Flash มันจะสั่งให้ Flash ทำงาน เมื่อชัตเตอร์ปิด
นั่นคือ กดชัตเตอร์แล้ว Flash จะยังไม่ยิงทันที แต่จะยิงก็ต่อเมื่อเราปล่อยปุ่มชัตเตอร์ครับ

จะเป็นเฟืองสำหรับเลื่อนฟิล์ม ซึ่งจะมีจังหวะล็อก เมื่อเลื่อนฟิล์มมาถึงจุดที่กำหนดไว้
เวลาใช้งาน บางครั้งก็รู้สึกฝืดๆ อยู่บ้าง แต่ก็เลื่อนได้นะครับ
แต่อย่าไปฝืน ถ้าเลย 36 รูปไปแล้ว อาจทำให้กล้องพัง หรือฟิล์มขาดได้
ถ้าโหลดฟิล์มไม่ดี ฟิล์มตกร่องหนามเตย จะดังกึกๆ เวลาเลื่อนครับ

คือมีช่องบอกว่าเราใส่ฟิล์มอะไรไว้ ทำให้เราไม่ลืมที่จะไปตั้งค่า ISO ให้ถูกต้อง
และไม่ลืมว่าเราใส่ฟิล์มอะไร สไลด์หรือสี และยี่ห้อไหนไว้
เพราะเท่าที่ได้ลองเล่นมาหลายกล้อง ไม่ค่อยจะมีช่องนี้กันเลย
บางที ใส่ฟิล์มขาวดำไว้ จำไม่ได้ หยิบไปถ่ายสไตล์ฟิล์มสไลด์ซะงั้น

คือความสามารถในการถ่ายภาพซ้อน
ซึ่งกล้องเก่าไม่มี แล้วมักจะต้องใช้วิธีโมเอา
หรือถ่ายให้หมดทั้งม้วน แล้วกรอฟิล์มกลับ เอามาใส่ แล้วถ่ายซ้ำ
ทำให้เราเลือกที่จะถ่ายซ้ำเฉพาะรูปลำบาก และกำหนด หรือเลือกสไตล์ในการเบิ้ลไม่ได้
ปุ่มถ่ายซ้อน จะอยู่ใต้กล้องครับ มีตัวอักษร MX สกรีนติดไว้
เวลาจะเบิ้ล ก็เลื่อนปุ่มนี้มาทีนึง ก็จะสามารถถ่ายเบิ้ลได้เลย

ก็จะต้องใส่ถ่านครับ เป็นถ่านนาฬิกา แบบ GPA76 จำนวน 3 ก้อน มีแถมมาให้พร้อมกล้อง
ใส่ลงในช่องใต้กล้องแล้วใช้งานได้เลย
โดยจะมีแผ่นพลาสติกเล็กๆ ซ้อนอยู่ เพื่อช่วยให้ถอดถ่านออกได้ง่ายด้วยครับ
เวลาถ่าย จะมีไฟสีแดงขึ้นในช่องมองภาพ เพื่อบอกว่าเซลล์วัดแสงทำงาน
ถ้าเมื่อไรไม่ติด ก็ถ่านหมด เปลี่ยนใหม่ได้เลยครับ
ส่วนปุ่มเล็กๆ ที่เห็นในภาพ จะเป็นปุ่มกด เพื่อปลดล็อก กรอฟิล์มกลับ เวลาฟิล์มหมดม้วนครับ

ไม่มีอะไรมากครับ กลไกไม่ซับซ้อนวุ่นวาย
มีเขี้ยวหนามเตย คอยดึงฟิล์ม
มีแกนฟิล์มปกติ
แต่ควรรักษาความสะอาดให้ดีนะครับ
ถ้ามีลูกยางเป่าฝุ่น ใช้เปากอนใส่ฟิล์มทุกครั้งได้ ก็จะดี
เพราะส่วนนี้ มันจะทำงานใกล้ชิดกับฟิล์มมาก ถ้ามีฝุ่นติดอยู่ อาจจะทำให้ฟิล์มเป็นรอยได้เลย
ตัวกล้องหลักๆ คงมีแค่นี้ครับ
ข้อมูล Spec กล้องโดยสรุป จาก lomothai.com จะเป็นดังนี้ครับ (เป็นของ LC-A เดิม ก่อน LC-A+)

- จำนวนภาพ : 36 ภาพ
- จุดรวมโฟกัส : 32 มม.
- Relative aperture : 1:2.8
- ระยะโฟกัส : 0.8 ม. ถึง infinite
- ขนาดรูรับแสง : ตั้งแต่ 2.8 ถึง16
- ความเร็ว Shutter : 1/500 ถึง 2 วินาที (Telescopic shutter)
- อิเลคทรอนิค shutter ควบคุมด้วย ที่วัดแสง อิเลคทรอนิค
- และที่วัดแสง อิเลคทรอนิคตั้งค่าด้วย ISO
- ความไวแสงของเซลรับแสง : 0.6 ถึง 19000 cd/m2
ทีนี้เราลองมาดูกันครับ ว่าตอนซื้อเราจะได้อะไรมาบ้าง
กล้อง LC-A+ จะมาใน Package สวยงามครับ
เป็นกล่องไม้ โดยมีกล่องกระดาษห่ออีกชั้น
เมื่อเปิดกล่องไม้มา ก็จะมีของแถมมาด้วยพอสมควรครับ
- ตัวกล้อง อยู่ในกล่องกระดาษ
- ถ่าน
- ฟิล์ม 2 ม้วน เป็นฟิล์มสีใส่กล่องของ Lomo มา แต่ข้างในที่ผมได้มา เป็น Fuji Superia 100 ครับ (นึกว่าจะได้ฟิล์มโลโม่มาลองซะอีก -_- )
- สายลั่นชัตเตอร์
- คู่มือใช้กล้อง
- กฏ 10 ข้อของ Lomo
- หนังสือภาพ Lomography
แกะออกใส่ถ่าน แล้วลุยได้เลยครับ




เป็น Flash เล็กๆ แรดๆ ที่ผมซื้อมาพร้อมๆ กันครับ
Colorsplash สามารถเปลี่ยนสีได้ โดยมีเจลสี แถมมาให้ด้วย
จะมีสีเหลือง/น้ำเงิน/แดง ติดมาให้เป็นพื้นฐาน
โดยสีแดงสามารถดึงออก เพื่อเปลี่ยนใส่เจลสีอื่นๆ ได้ครับ
เจลสี แถมมาให้ด้วยพร้อมกัน
ในกล่องจะแถมถ่านมาให้ด้วย
Colorsplash ใช้ถ่านแบบ AA แค่ก้อนเดียวครับ
เวลาใช้งาน ก็เอามาเสียบที่ Hot shoe ของกล้อง แล้วเล่นได้เลย หนุกหนาน
ใช้ง่ายครับ แค่เปิด แล้วรอให้ไฟสีส้มติด ก็ถ่ายได้เลย
ที่เหลือก็อยู่ที่คุณแล้ว ว่าจะชอบสีไหน เล่นแบบไหน
เหมาะกับ LC-A+ มากครับ



ลองมาดูภาพที่ได้จาก LC-A+ กันครับ
ภาพชุดแรกนี้ ใช้ Slide ของ Fuji Provia 100 ล้างครอส

อันนี้ ใช้ Colorsplash กับถ่ายเบิ้ล

อันนี้ถ่ายในสภาพแสงที่มี Contrast แรง เพื่อดูความสามารถของการวัดแสง ซึ่งกล้องก็ทำได้ดีครับ

ชุดนี้ ใช้ฟิล์มสี Lucky 200 ถ่าย แต่ตั้ง ISO 100 ดูว่ากล้องจะสามารถถูกหลอกได้หรือเปล่า
แล้วมันก็ถูกหลอกจริงๆ อุอุ Vignette หายหมดเลย

อันนี้ถ่ายผ่านกระจกหน้ารถ

ถ่ายในที่ร่ม

อันนี้ ผมก็คงติดเจ้า LC-A+ ไปไหนมาไหนคู่กับ 40D แล้วล่ะครับ
เพราะทำให้ผมสร้างภาพได้หลากหลายสไตล์มาก
ใครกำลังเล็งๆ LC-A+ ก็ไม่ต้องคิดมากครับ
คุ้มเกินคุ้ม