1,864 โค้ง/2
ต่อจาก ตอนที่แล้ว

หลังจากหลับสบายมาทั้งคืน
เช้ามา เราก็เข้าตัวเมืองแม่ฮ่องสอนอีกครั้ง เพื่อไปหาอาหารเช้าทานกัน
พี่วัชระ พาพวกเราไปลงที่ตลาดสายหยุด ให้ไปทานโจ๊กเสวย ช่วงที่ไปถึงนี่ คนนั่งเต็มหมดแล้ว เราต้องยืนรออยู่สักครู่ ถึงจะได้โต๊ะนั่งครับ
โจ๊กที่นี่อร่อยมาก (อีกแล้ว) สั่งมากินกันคนละชามสองชาม ตามด้วยกาแฟ และปาท่องโก๋
ซึ่งก็ซื้อมาจากร้านใกล้ๆ กันในตลาดนั่นเอง


เช้ามา เราก็เข้าตัวเมืองแม่ฮ่องสอนอีกครั้ง เพื่อไปหาอาหารเช้าทานกัน
พี่วัชระ พาพวกเราไปลงที่ตลาดสายหยุด ให้ไปทานโจ๊กเสวย ช่วงที่ไปถึงนี่ คนนั่งเต็มหมดแล้ว เราต้องยืนรออยู่สักครู่ ถึงจะได้โต๊ะนั่งครับ
โจ๊กที่นี่อร่อยมาก (อีกแล้ว) สั่งมากินกันคนละชามสองชาม ตามด้วยกาแฟ และปาท่องโก๋
ซึ่งก็ซื้อมาจากร้านใกล้ๆ กันในตลาดนั่นเอง


หลังจากอิ่มจากโจ๊กเสวยแล้ว เราก็พากันไปเยี่ยมขวัญ เพื่อนของนุช เจ้าของร้านปาด็องกัน ร้านอยู่เยื้องตลาดสายหยุดไปนิดเดียวครับ
เสียตังซื้อเสื้อกลับบ้านกันคนละหลายตัว ก่อนจะแยกออกไปเที่ยวกันครับ






บ้านรักไทย ตั้งอยู่หมู่ที่ 6 ตำบลหมอกจำแป่ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
เป็นหมู่บ้านชาวจีนยูนนานอดีต ทหารจีนคณะชาติ (กองพล 93) “ก๊กมินตั๊ง” บ้านรักไทยอยู่สูงจากระดับน้ำทะเล กว่า 1,776 เมตร ทำให้พื้นที่หมาะสมอย่างยิ่งกับการปลูกชาพันธุ์ดี และพืชเมืองหนาว
ทิวทัศน์ของหมู่บ้านโอบล้อมไปด้วยทิวเขา แมกไม้ที่อุดมสมบูรณ์

นักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวที่แห่งนี้เพื่อดื่มด่ำกับการชิมชา และ ทานขาหมูหมั่นโถว บ้างก็หลีกหนีความวุ่นวายมาหา
ความเงียบสบายของบ้านรักไทยแห่งนี้
บ้านรักไทยยังมีกิจกรรมหลายอย่างไว้ให้นักท่องเที่ยวได้สนุกสนาน เช่น การเดินป่าศึกษาเส้นทางโดยมัคคุเทศน์น้อยพาเข้าไปชม "คุกดิน" และการขี่ม้าพาข้ามแดนไปฝั้งพม่า
ที่บ้านรักไทยยังมีเกสถ์เฮาส์ริมน้ำ (บ้านดิน) ไว้บริการนักท่องเที่ยวที่ต้องกับสัมผัสกับธรรมชาติแบบใกล้ชิดอีกด้วย
ข้อมูลจาก : http://www.paiduaykan.com/





หลังทานขาหมูหมั่นโถวกันอย่างเอร็ดอร่อย (อีกแล้ว) จากบ้านรักไทย เราก็ออกเดินทางไปเที่ยวกันต่อ
โดยที่หมายถัดไป เป็น อุทยานแห่งชาติถ้ำปลาครับ

ประกอบด้วยเทือกเขาสูงสลับซับซ้อน แนวเทือกเขาจะทอดยาวตามแนวเหนือใต้ อีกทั้งยังเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร มีเอกลักษณ์ทางธรรมชาติ คือ ถ้ำปลา - น้ำตกผาเสื่อ ที่สวยงามเป็นที่รู้จักของประชาชนทั่วไป เหมาะสำหรับการไปพักผ่อนหย่อนใจ มีเนื้อที่ประมาณ 488 ตารางกิโลเมตร หรือ 305,000 ไร่
ถ้ำปลา เป็นถ้ำใต้เชิงเขา มีน้ำไหลออกมาตลอดปี สามารถมองเห็น ฝูงปลา ขนาดใหญ่ มีสีดำเทาอมฟ้าอยู่กันเป็นจำนวนมาก เรียกว่า ปลามุงหรือพลวง นอกจากนี้ถ้ำยังมี ทิวทัศน์ สภาพป่า หน้าผา เขาหินปูน อันเป็นธรรมชาติที่สวยงามมาก ในฤดูหนาวและฤดูร้อนมีนักท่องเที่ยวเที่ยวชมเป็นจำนวนมาก เนื่องจากมีลำธารน้ำไหลตลอดทั้งปี
ข้อมูลจาก : http://www.hamanan.com/


ออกจากถ้ำปลา เวลาก็เหลือน้อยแล้ว เราจึงยอมที่จะไม่เข้าไปชมน้ำตกผาเสื่อ เพราะแม่อาจจะเดินเที่ยวไม่ไหว
เราจึงมุ่งหน้ากลับเข้าตัวเมืองกัน เพื่อไปที่ ททท. ขอใบประกาศฯ ให้เด็กๆ กันก่อน

พี่วัชระแนะนำเราว่า ถ้าเย็นนี้ อยากทานอาหารที่ร้านใบเฟิร์น อีกร้านที่ขึ้นชื่อของเมืองแม่ฮ่องสอน เราควรไปจองโต๊ะ และสั่งอาหารไว้เสียก่อน
นุชซึ่งเป็นไกด์ทริปนี้ จึงออกแรงเดินข้ามถนนไปจองโต๊ะให้ และก็เข้าไปสั่งอาหารไว้ล่วงหน้า
โดยร้านแจ้งให้เราทราบว่า เรามีเวลาทานอาหาร 1 ชั่วโมง 18.00 -19.00 น.
โอ้โฮ คนจองกันเยอะจัด ทัวร์ลงเพียบ เราก็ตกลงตามนั้น เพราะอยากรู้ว่า คนจองขนาดนี้ ร้านบังคับเวลาทานอาหารกันขนาดนี้ รสชาดจะดีขนาดไหน
หลังจากจองโต๊ะเรียบร้อย เราก็นั่งรถไปเที่ยวพระธาตุดอยกองมูกัน

วัดพระธาตุ ดอยกองมู เดิมมีชื่อเรียกว่า วัดปลายดอย เป็นปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมืองที่สำคัญ ประกอบด้วยพระธาตุเจดีย์ที่สวยงาม 2 องค์ พระเจดีย์องค์ใหญ่สร้างโดย จองต่องสู่ เมื่อ พ.ศ. 2403 เป็นที่บรรจุพระธาตุของพระโมคคัลลานะเถระ ซึ่งนำมาจากประเทศพม่า ส่วนพระธาตุเจดีย์องค์เล็กสร้างเมื่อ พ.ศ. 2417 โดย พระยาสิงหนาทราชา เจ้าเมืองแม่ฮ่องสอนคนแรก จากวัดพระธาตุดอยกองมูนี้สามารถมองเห็นภูมิประเทศและสภาพตัวเมืองแม่ฮ่องสอนได้อย่างชัดเจนและสวยงามมาก
วัดนี้มีงานเทศกาลประจำปีหลายงาน เช่น ในวันปีใหม่ วันสงกรานต์ โดยเฉพาะในวันออกพรรษาจะมีการตักบาตรดาวดึงส์ หรือตักบาตรเทโวด้วย
ข้อมูลจาก : http://www.thai-tour.com/




จากพระธาตุดอยกองมู เราก็เดินทางต่อไปที่วัดจองคำ วัดจองกลางครับ

ในวิหารเป็นที่ประดิษฐานของหลวงพ่อโตซึ่งเป็นพระประธาน มีขนาดหน้าตักกว้าง 4.85 เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. 2469 โดยช่างฝีมือชาวพม่า และมีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ซึ่งจำลองมาจากพระศรีศากยมุนีที่วิหารวัดสุทัศน์ เหตุที่เรียกชื่อวัดจองคำ เนื่องจากเสาวัดประดับด้วยทองคำเปลว

นอกจากนี้ทางด้านจิตรกรรม ยังมีภาพวาดบนแผ่นกระจก เรื่องพระเวสสันดรชาดกและภาพประวัติเจ้าชายสิทธัตถะ ตลอดจนภาพแสดงให้เห็นถึงชีวิตความเป็นอยู่ของคนสมัยนั้นหลายภาพ มีคำบรรยายใต้ภาพเป็นภาษาพม่า และมีบันทึกบอกไว้ว่าเป็นฝีมือของช่างไทยใหญ่จากมัณฑะเลย์
ข้อมูลจาก : http://www.dhammathai.org/



เราพบว่า เราได้รับบริการที่แย่จากร้านนี้ครับ รสชาดอาหารที่ธรรมดา ไม่ได้โดดเด่นอะไรนัก แต่พนักงานร้าน ดูจะพอใจที่จะให้บริการกับฝรั่งข้างในมากกว่า ทั้งๆ ที่ตอนที่เราเข้าไปรับประทานอาหารโดยมีเงื่อนไขเวลากำกับนั้น มีคนนั่งอยู่ไม่ถึง 15% ของร้าน ว่างอีกมากมาย ยังไม่มาทานกัน แต่เขาก็ทิ้งเราไว้ที่โต๊ะ โดยไม่สนใจใยดี
ก็คงได้ตังผมแค่ครั้งเดียวนะครับ โอกาสหน้าที่จะไปเที่ยว ผมคงไปหาทานร้านอาหารอร่อยๆ ราคาไม่แพง และใส่ใจที่จะดูแลคนไทยหัวดำอย่างพวกผมน่าจะดีกว่าเยอะครับ
เราออกจากร้านอาหาร สาวๆ ก็พากันไปเดินถนนคนเดินกันอีกรอบ (จะช็อปอะไรกันนักกันหนาวะเนี่ย -_-” )
ส่วนผม ก็แยกออกไปถ่ายรูปวัดจองคำ วัดจองกลาง ภาคกลางคืน ก่อนจะไปสมทบกับสาวๆ ที่ยังช็อปไม่เสร็จครับ อิอิ
แล้วก็พากันกลับที่พัก เพราะวันรุ่งขึ้น ผมจะขึ้นไปถ่ายรูปที่พระธาตุดอยกองมูตอนเช้ามืดอีกรอบ
ข้างล่างนี้เป็นภาพบรรยากาศวัดจองกลาง วัดจองคำ ยามค่ำคืน กับถนนคนเดินครับ




คืนนั้นเราหมดแรงเมาครับ
หลับกันตั้งแต่ห้าทุ่ม
เช้าวันรุ่งขึ้น ผมตื่นตั้งแต่ตีสี่กว่าๆ เพราะอยากได้ภาพหมอกยามเช้า ที่พระธาตุดอยกองมู
พี่วัชระพาเราออกเดินทาง ใช้เวลาประมาณ 20 นาทีจากที่พัก ขึ้นพระธาตุฯ
เราเห็นนักท่องเที่ยวสองสามกลุ่ม ที่หวังจะถ่ายภาพพระอาทิตย์ยามเช้าเหมือนกัน
แต่ทุกคนก็ต้องผิดหวังครับ เพราะหมอกหนามาก







หลังจากอกหักกลับมาที่พัก เราก็ขนข้าวของออกจากริมน้ำกลางดอย เพื่อย้ายไปที่ปายครับ
ระหว่างทาง ก็แวะไปลาขวัญที่ปาดอง ถ่ายรูปกันอีกนิดหน่อย ก่อนที่แม่จะเสียตังซื้อเสื้อเพิ่ม
และขวัญพาผมไปคุยกับคุณตั้ม (ชื่อเหมือนกัน) ช่างภาพหนังสือ National Geo ด้วย
หลังจากนั้นก็เดินทางต่อ


อ่านต่อภาคสามที่นี่ครับ ภาคสุดท้าย