My blog

Olympus Pen-EE3 Half frame

ยังขยันอยู่

อีก 1 ตัว ที่ไปคว้ามาในราคาถูกมาก (หลักร้อย ทั้งๆ ที่ชาวบ้านเค้าค้าขายกันหลักพัน)
Olympus Pen-EE3 (ไอ้หนุก ชั้นก็มี Olympus ใช้เหมือนแกแล้วว้อย)
กล้อง Half Frame สมัยเด็กๆ ครับ

กล้อง Half Frame สำหรับคนที่ไม่รู้นะครับ มันจะเป็นกล้องใช้ Film 35 นี่แหละ
แต่ในหนึ่งภาพ ขนาด 24x36mm จะถูกแบ่งเป็นแนวตั้ง 2 รูปแทน คือรูปขนาด 24x18mm
คือ 1 ม้วน 36 รูปของฟิล์มปกติ เวลาใช้กับกล้อง Half Frame จะได้ถึง 72 รูป
ถ่ายกันลืมเลย หัวม้วนถ่ายอะไรไว้
Pen-EE3 ที่ได้มา เช็คดูคร่าวๆ พบว่า วัดแสงยังทำงาน (แต่ปกติหรือไม่ไม่รู้ วันไปเอากล้อง ฝนตก)
ชัตเตอร์ไม่ติดขัด F-Stop ทำงานได้ดี มีร่องรอยตามสภาพการใช้งาน

Olympus เริ่มเปิดตัว Pen Series มาในช่วงประมาณปี 1959 ถูกออกแบบโดย Yoshihisa Maitani และเป็น Half Frame ตัวแรกที่ผลิตในญี่ปุ่น

Olympus Pen-EE3 นี่ เป็นรุ่นหลังๆ ของ Pen Series แล้วครับ ข้อมูลหาอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่
Olympus Pen

Pen-EE3 ผลิตในช่วงปี 1973 -1983 เป็นรุ่นต่อเนื่องมาจาก Pen-EE2 ซึ่งผมพยายามหาข้อมูลว่ามันต่างกับ EE2 ตรงไหนบ้าง ก็ไม่พบครับ

อย่ากระนั้นเลย มาดู Spec กล้องกันดีกว่า

Made in : Japan
Year : 1973-1983
Lens : D.Zuiko 28mm. 4 elements
Focus : Free Focus ใกล้สุดที่ประมาณ 1 เมตร
Body : Aluminum
Aperture : f3.5-22
Speed Shutter : 1/40 เมื่อใช้ Auto และ 1/200 เมื่อใช้ Manual
Exposure Meter : เป็น CDS Cell รองรับ ISO25-400
Self Timer : No
Film : 135 ขนาดเฟรม 24x18mm.
Flash : PC-Sync และ Hot shoe โดยใช้แฟลช Type X ได้



หลังจากที่ทดสอบไปสองม้วน ผมก็พบว่า วัดแสงมันออกอาการเกเรอยู่ ตอนนี้เลยส่งล้างกับ Viewfinder ถ้าไม่หาย คงใช้ Manual เป็นหลักไปครับ คือไม่ต้องซ่อม

การใช้งานกล้องตัวนี้ ผมค่อนข้าง Happy นะครับ เพราะถ่ายเท่าไหร่ ฟิล์มก็ไม่หมดเสียที 555 (ก็ใช้ D-SLR ไปเลยสิ)
แต่ความแข็งแรง จิ๋วแต่แจ๋วของมัน ทำให้ผมสนุกกับการหยิบออกมา Snap มากครับ
ขนาด Body พอๆ กับ LC-A เลย



การตั้งค่าต่างๆ จะอยู่ที่บริเวณขอบเลนส์ทั้งหมดครับ
ถ้าเลือกตั้งค่าตาม ISO กล้องจะทำงานในโหมด Auto ให้
คือใช้ Speed ที่ 1/40 และรูรับแสงตามสภาพแสง
เซลล์วัดแสงจะอยู่ในกระจกใสรอบเลนส์ครับ



ถ้าสถาพแสงต่ำกว่าที่กล้องจะรับไหว มันจะมีแผ่นพลาสติกใสสีแดงโผล่ขึ้นมาใน Viewfinder
และ Shutter จะไม่ทำงาน (กดไม่ลง)




แต่ถ้าเลือกใช้โหมด Manual ก็คือการตั้งรูรับแสงเอง อ้างอิง Speed ที่ 1/200
ก็จะไม่มีการ์ดเตือนโผล่มาให้เห็นอีก
แต่จะ Over/Under ขึ้นอยู่กับคุณแล้ว ว่ามองสภาพแสงตอนนั้นแม่นแค่ไหน
หรือหากวัดแสงเสื่อมแล้ว แต่มีเครื่องวัดแสงแยกมา ก็ช่วยได้เยอะครับ



นอกจาก Auto/Manual ที่มีให้แล้ว
หากคุณต่อ Flash ก็จะมี Flash Guide ให้ครับ
สำหรับ Flash Guide No. 14 (คาดว่าน่าจะเป็นสำหรับ Flash ที่ออกมารองรับ Pen-EE)
โดยกำหนดรูรับแสงตามระยะทางเอา
เช่น 1m ก็จะใช้รูรับแสงแคบ และจะกว้างขึ้น เมื่ออยู่ไกลออกไป
กว้างสุดอยู่ที่ 4m ครับ



ถ้าคุณมี Flash ที่ไม่ใช่ Type -X ก็สามารถใช้สาย PC-Sync เสียบกับกล้องได้เลย
มีรูเสียบอยู่ข้างๆ เลนส์ครับ



ด้านบนตัวกล้อง จะมีแค่ปุ่มกด Shutter, Hot Shoe เสียบแฟลช, ช่องบอกจำนวนภาพ แล้วก็ก้านกรอฟิล์มครับ

กรอฟิล์มกลับก็ปกติ แค่กดปุ่มปลดล็อกด้านล่าง ง้างก้านกรอฟิล์ม แล้วหมุนได้เลย

ด้านหลังกล้องมีเฟืองเลื่อนฟิล์มให้ หมุนไปทางขวาจนสุด คือขึ้นภาพใหม่ พร้อมถ่าย



มีแค่นี้แหละ
แต่อยากจะบอกน้องๆ หรือคนที่สนใจจะเล่นกล้องฟิล์ม กล้องโลโม่ในช่วงนี้ครับ
ว่า Oly เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก ราคาไม่สูง หาได้ในช่วงประมาณพันกว่าถึงสามพัน
คุณจะได้กล้องฟิล์ม คอมแพ็ค ทน ประหยัด ให้ภาพที่สวยกว่ากล้องพลาสติก ที่ให้ Vignette เทียมๆ แบบ Holga 135BC เยอะเลย

ถ้าไม่เล่น Half frame ก็ยังมี Olympus Trip 35 ให้เล่นอีก เห็นบางที่ขายแค่ 1700 เอง
คุณก็ได้ถ่ายรูปแล้ว
โดยไม่ต้องอิงกับ Brand ดัง อย่าง Lomography ก็ได้ครับ

ไม่ใช่ Lomography ไม่ดีนะ ผมชอบ ผมก็มี ทั้ง LC-A+ ทั้ง Lubitel ทั้ง Holga
เพียงแต่อยากแบ่งปันว่า ถ้าคุณไม่ติด Brand ไม่ติดหน้าตา ไม่ติดว่าต้อง “เป็นตัวของตัวเองเหมือนคนอื่นๆ”
กล้องเก่าพวกนี้ แก่แต่เก๋าครับ
น่าสนใจมากทีเดียว

ประหยัดตังไปได้อีกเยอะ ^^







My Links