My blog

เคยวิเคราะห์ตัวเองไหมครับ

เวลาที่เราต้องตกอยู่ในสถานการณ์อันยุ่งยาก ลำบากใจ
หรือเวลาที่เราไม่ชอบ หรือชอบ อะไรสักอย่าง เราเคยถามตัวเองกันไหมครับ ว่า "ทำไม"

ผมมักจะถามตัวเองบ่อยๆ ว่า "ทำไม" ผมถึงชอบสิ่งนั้น "ทำไม" ผมถึงไม่ชอบสิ่งนี้

ผมมักอาศัยประโยคหลัก ในการดูงานศิลปะ มาพิจารณาตัวเองครับ

ผมเรียนศิลปะมา ผมเคยได้รับคำแนะนำบางอย่าง จากอาจารย์
ซึ่งในครั้งแรกๆ ผมเข้าใจว่ามันคือวิธีปลอบใจ เวลาคนไม่ชอบงานของเรา

คำแนะนำในโดยสรุปคือ

การเสพงานศิลปะของแต่ละคน ให้ผลแตกต่างกันไป ด้วยมุมมอง และประสบการณ์ต่างๆ ในชีวิต

เวลาที่งานของผม ห่วย ไม่ได้เรื่อง ไม่ถูกใจใคร ผมก็มักจะใช้คำแนะนำนี้ มาปลอบใจเสมอ ว่ามันแตกต่างที่มา ทำให้เค้าเห็นไม่เหมือนที่ผมเห็น

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ประสบการณ์มากขึ้น ผมกลับพบว่า มันเป็นเรื่องที่มากกว่าการปลอบใจ
เมื่อผมเข้าสู่วงการสื่อสารมวลชน ผมต้องทำงานเข้าหาคนหมู่มาก
ผมจำเป็นต้องรู้วิถีชีวิต วัฒนธรรม ของคนกลุ่มที่ผมต้องทำงานให้เค้าเสพ ให้ชัดเจน เพื่อที่ผมจะได้ทำงานนั้นแล้ว ประสบผลสำเร็จ
นั่นคือผมวิ่งย้อนกลับเข้าไปในคำแนะนำของอาจารย์ คือผมทำงานด้วยมุมมอง และประสบการณ์ของกลุ่มเป้าหมาย
และขอขอบพระคุณคำสั่งสอนของอาจารย์ ที่ผมต้องใช้เวลาหลายปี กว่าจะเข้าใจมัน และนำมาปฏิบัติ จนประสบความสำเร็จในหลายๆ ครั้ง

และเมื่อผมมองเข้าไปที่คำสั่งสอนประโยคนี้ ผมจึงพยายามที่จะวิเคราะห์ตัวเองอยู่บ่อยๆ ว่า "ทำไม" ผมจึงชอบสิ่งนั้น "ทำไม" ผมจึงไม่ชอบสิ่งนี้

เช่น ทำไม ผมจึงไม่ชอบทุเรียน เพราะกลิ่น ซึ่งผมปะทะโดยตรง เพราะพ่อชอบ ซึ่งผมเคยพยายามที่จะไม่เห็นด้วยกับพ่อตลอด ในช่วงวัยเด็ก รวมไปถึงพยายามที่จะแตกต่าง และอื่นๆ

หรือทำไม ผมถึงชอบดื่ม เพราะผมชอบความมึนเมาในช่วงเวลานั้น ผมมีเพื่อนที่สนิทพอที่จะอยู่ในวงเหล้าเดียวกัน ในขณะนั้น หรืออื่นๆ

เมื่อผมหาที่มาที่ไป หาสาเหตุของการชอบ หรือไม่ชอบสิ่งเหล่านั้นแล้ว มันกลับทำให้ผมหาความพอดีในชีวิตได้ง่ายขึ้น
เพราะเมื่อรู้ว่า สาเหตุที่ทำให้ตัวเองชอบ หรือเกลียด ต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ชัดเจน
มันฟ้องชัด ว่ามันมาจากมุมมอง และประสบการณ์ชีวิตของผมนั่นเอง

ถ้าผมแสดงท่าทีที่ชัดเจน เพื่อตัดสินสิ่งที่ผมชอบ หรือเกลียด โดยอาศัยเพียงแค่ประสบการณ์ของผม
มันจะเป็นวิธีการดำเนินชีวิตที่ชุ่ยมาก เพราะนั่นคือการยึดตัวเองเป็นหลัก และจับเอาสิ่งหรือคนอื่นๆ มายืนบนบรรทัดฐานของเรา

ผมมักจะเลือกวิธีการประณีประนอม ต่อเหตุการณ์ต่างๆ รอบตัว เพราะจะทำให้มีเวลาพิจารณาต่อเหตุการณ์นั้นๆ มากขึ้น ก่อนจะ "ตัดสินใจ" ทำอะไรต่อไป โดยเลือกให้กระทบต่อบุคคลอื่นในเชิงลบให้น้อยที่สุด
เพราะเราไม่สามารถบังคับให้ใคร ต้องมาอยู่บนบรรทัดฐานของเราได้เลย

ผมไม่รู้ว่า บรรทัดฐานของผมนั้น สูงไป หรือต่ำไป
ดังนั้น ผมจึงไม่ใช้มัน ต่อบุคคลหรือสิ่งอื่นๆ

ผมเลือกที่จะวิเคราะห์สิ่งต่างๆ ก่อน แล้วจึงย้อนกลับมาที่ตัวเอง เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจได้ดี และถูกต้องที่สุด
นั่นยังมีความผิดพลาดอยู่บ่อยครั้งไป แล้วถ้าผมไม่วิเคราะห์อะไรเลยล่ะ มันคงทำให้ชีวิตผมเจ็บปวดกว่าที่เป็นอยู่นี้มากนัก

ผมเป็นคนคริสต์ ที่ยึดหลักปฏิบัติอริยสัจ 4 บวกกับการดำเนินชีวิตแบบคาทอลิก คือรักผู้อื่น (แม้แต่ศัตรู) เหมือนรักตัวเราเอง และให้อภัย

ซึ่งแม้แต่หลักศาสนานี้ ผมก็ต้องวิเคราะห์ก่อนจะยึดปฏิบัติ
เช่น ต้นกำเนิดศาสนาอยู่ที่ไหน สภาพสังคม ณ จุดเริ่มต้นของศาสนาเป็นเช่นไร ทำไม จึงได้เกิดสัจจธรรมเหล่านี้ขึ้นมา
แล้วมันเหมาะสมกับการนำไปปฏิบัติมากน้อยแค่ไหน และควรนำมาปฏิบัติอย่างไร

ผมพบเห็นหลายต่อหลายคน ที่มีความรู้ ความสามารถสูง แต่กลับไม่วิเคราะห์ใดๆ ให้ลึกเท่าที่ควรจะเป็น
หรือบ่อยครั้งที่เห็นคนเชื่องมงาย โดยไม่วิเคราะห์ใดๆ เลยก็บ่อย
ถามว่าผิดไหม ก็ไม่ผิด เพราะนั่นคือมุมมองและประสบการณ์ของเขา
เพียงแต่อยากจะแบ่งปันว่า หากคุณวิเคราะห์สิ่งต่างๆ โดยปราศจากอคติใดๆ คุณอาจจะพบเห็นสิ่งที่ดีกว่า ซึ่งจะเป็นประสบการณ์ใหม่ๆ ในชีวิตคุณก็ได้

บ่อยครั้งที่ผมพบว่า สิ่งที่ผมคิดว่าดีที่สุด กลับไม่ได้ดีที่สุด เมื่อผมวิเคราะห์มันแล้ว
จนถึงตอนนี้ ผมเองก็ไม่รู้ว่า สิ่งที่ผมทำอยู่ จะเป็นการดีต่อตัวผมเองมากน้อยแค่ไหน แต่ผมจะรู้ได้ก็ต่อเมื่อ ผมได้ปฏิบัติมันอย่างจริงจัง อย่างน้อยในช่วงหนึ่งของชีวิต

ผมต้องพยายามไม่ลืมว่า ผมไม่ได้บรรลุแล้ว ผมเป็นเพียงแค่ปุถุชน คนที่มองเห็นโลกได้ชัดเจนกว่าเรามีมากมาย ทำไม เราจะยังยึดติดอยู่ที่ตัวเอง
เราควรที่จะค้นหาสิ่งอื่น ที่ตอบโจทย์ชีวิตเราได้ดีกว่าสิ่งที่เรารู้ในวันนี้หรือเปล่า

หวังว่า มันคงจะเป็นประโยชน์ต่อคนที่ได้อ่านบ้างนะครับ
นานๆ ผมจะได้เขียนเรื่องแบบนี้ที

My Links