My blog

เชียงคาน ...

ไปเชียงคานมาครับ
หลังจากเคลียร์งานค้างไปได้เยอะแล้ว ก็ถึงเวลาเที่ยวครับ ตกลงกับแม่ไว้ว่า จะพาครอบครัวไปเชียงคานกัน
เชียงคานเป็นอำเภอเล็กๆ ในจังหวัดเลย แหล่งท่องเที่ยวสำคัญอีกจังหวัดหนึ่งของบ้านเรา
เชียงคานอยู่ริมแม่น้ำโขงครับ เป็นเมืองเล็กๆ ที่ค่อนข้างจะสงบเงียบ น่ารักมากๆ เลยทีเดียว
นักท่องเที่ยวชาวไทย ไม่ค่อยเห็นที่นี่ครับ ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ ที่มาแต่ละครั้งก็พักกันนานๆ เป็นเดือนๆ ครับ

นานๆ ครั้งก็ถึงจะมีคนไทยมาเที่ยวบ้าง ชนิดที่พี่เจ้าของเกสต์เฮ้าส์ที่ไปพักถึงกับออกปาก
ผมออกเดินทางจากกรุงเทพฯ เช้าวันอังคารที่ 25 ธ.ค. หลังจากที่คืน 24 ไปโบสถ์คริสต์มาสกันมาแล้ว
โดยเลือกเส้นทางขึ้นเหนือ ไปทางชัยภูมิ และแวะเที่ยวคุนหมิง เมืองไทย หรือสวนหินผางาม ก่อนจะแวะเข้าที่พักครับ
ที่สวนหินผางาม ถึงแม้จะไม่มีอะไรมากนัก แต่ธรรมชาติของสวนหิน ก็สวยงาม คุ้มค่าที่ได้ไปเที่ยวชมแล้วครับ



เราพักกันที่เกสต์เฮ้าส์เล็กๆ ชื่อ บ้านต้นโขง อยู่ถนนศรีเชียงคาน ซอย 10 ครับ
เป็นเกสต์เฮ้าส์เล็กๆ มีห้องพักราวๆ 8 - 10 ห้อง เป็นเรือนไม้ มีระเบียง หลังบ้านติดริมโขงเลยครับ
เราจองห้องพักไว้สองห้อง 4 วัน 3 คืน ได้ห้องใหญ่ ชั้นล่าง ซึ่งมีห้องน้ำในตัวครับ มีน้ำร้อน มีแอร์ให้ด้วย
ห้องชั้นสองจะเป็นห้องน้ำรวม แต่ก็มีน้ำร้อนให้อาบเหมือนกันครับ
ค่าห้องอยู่ราวๆ 400 บาทต่อคืน







ที่นี่มีอาหารให้พร้อม (ค่าอาหารต่างหากนะครับ) ซึ่งอร่อยมากทีเดียวครับ รสชาติอร่อยถูกปาก
ฮอตฮิตที่สุดสำหรับบ้านผมคงจะเป็น "หมูทอดกระเทียม" ครับ เพราะอร่อย และหมู่นุ่มมาก
เค้ามาแนะนำวันสุดท้าย ว่าเค้าทำ "ตำซั่ว" อร่อยด้วย แต่เราไม่รู้ เลยอดกินกัน
เข้าใจว่าเค้าคงนึกว่าชาวกรุงอย่างเรา คงไม่ทานอาหารลักษณะนั้น
แต่พอดีบ้านผมเป็นปอบ อิอิ

เจ้าของบ้านแนะนำว่า ที่เชียงคานบริเวณใกล้ๆ ที่พักนี่ จะน่าดูพระจันทร์ตกน้ำมากที่สุดครับ
มองเห็นได้จากบ้านพัก ในช่วงเช้า
แต่ตอนที่พวกผมพักอยู่ มันมาตกเอา 8 โมง แสงอาทิตย์สว่างแล้ว เลยบดบังความงามไปเสียหมด





เช้าวันแรก เราออกเดินทางในช่วงสายๆ ไปที่หนองบัวลำภู เพื่อเอาของไปให้เด็กๆ ที่บ้านเด็ก คุณแม่เทเรซา ซึ่งเป็นบ้านดูแลเด็กเล็ก เด็กกำพร้า และเด็กที่ได้รับเชื่อเอดส์จากพ่อแม่ครับ
หลังจากอิ่มบุญกันแล้ว เราก็ออกเดินทางต่อไปยังจังหวัดอุดรธานี เพื่อไปรับเจ้าออม เพื่อนของน้องสาว ซึ่งเพิ่งสอบเสร็จ และบินตรงมาจากกรุงเทพฯ
ก่อนจะไปที่สนามบิน เราก็แวะทานอาหารเวียตนาม ร้านพร แหนมเนือง กันก่อนครับ
ซึ่งเป็นอาหารเวียดนามที่อร่อยมากๆ กว่าที่เคยทานมาก่อน
เพราะที่นี่เค้าไม่งกหมูครับ ไม่เอาหมูมาเป็นแค่เครื่องเคียง แล้วเอาผักมากองใหญ่ๆ คิดเงินแพงๆ เหมือนในกรุงเทพฯ
และอาหารอร่อยทุกอย่างครับ ใครผ่านไปอุดรฯ อย่าลืมแวะทานครับ
ร้านพร แหนมเนือง อยู่ถ.อธิบดี เยื้องเทศบาลนครอุดร อ.เมือง จ.อุดรธานี ครับ

หลังจากรับเจ้าออมที่สนามบินแล้ว เราก็เดินทางกลับมาที่เชียงคานครับ ระหว่างทางก็แวะเยี่ยมชมกระทรวงวัฒนธรรม เอ๊ย พิพิธภัณฑ์หอยหิน 150 ล้านปี มีรายเท้าไดโนเสาร์ ไข่ไดโนเสาร์ และโครงกระดูกไดโนเสาร์ ให้เด็กๆ ได้ตื่นตาตื่นใจกันด้วยครับ
ก่อนจะถ่ายรูปเล่นกันสนุกสนาน แล้วออกเดินทางต่อไปยังที่พักครับ





เย็นวันนั้น เราทานอาหารกันที่บ้านต้นโขงเหมือนเดิมครับ และลากยาวกันไปถึงเที่ยงคืนกว่า กับ Black Label อภินันทนาการโดยคุณแม่ผมเอง
ข้างๆ โต๊ะจะมีปรอทวัดอุณหภูมิอยู่อันนึงซึ่งรู้สึกว่า มันจะไม่ค่อยตรงกับความรู้สึกเรานักครับ
แต่ก็นั่งเฝ้า จนเห็นอุณหภูมิลดลงจากตอนเริ่มไปสัก 6-7 องศา เราก็ยอมแพ้ เข้าห้องนอนกัน เพราะหนาวชิบหาย
หนาวอย่างเดียวไม่พอ ลมอ่อนๆ พัดมาเรื่อยๆ อีกต่างหาก บรึ๊ยส์ หนาวจับใจ

เช้าวันรุ่งขึ้น ็มีรายการทิ้งกันไปดูแก่งคุดคู้ครับ ซึ่งอยู่ห่างจากที่พักไปราวๆ 10 นาที แต่ผมกับแม่ ดันขี้เกียจตื่น เลยรับภาระเลี้ยงน้องมิมให้ แล้วปล่อยให้เค้าไปถ่ายรูปกันสนุกสนานครับ
หลังจากที่ตื่นนอนอาบน้ำอาบท่า เช็คระบบขับถ่ายเรียบร้อย เราก็ออกเดินทางไปท่าลี่ เพื่อข้ามฝั่งไปยังประเทศลาว เพื่อนบ้านที่น่ารักของเราครับ
เราเดินทางไปถึงท่าลี่ ราวๆ 11 โมงกว่าๆ ครับ เราต้องไปยื่นเอกสารขอข้ามแดนก่อน ซึ่งป้ายติดไว้เลย ว่าหยุดพักกลางวัน 12.00 - 13.00 น.
ผมก็ไม่คิดว่าเค้าจะราชการเข้าไส้กันขนาดนั้นนะครับ
เพราะหลังจากคณะพรรคของผม 6-7 คน ยื่นเรื่องเรียบร้อย คนที่มาหลังจากนั้น เค้าไม่รับเลย บอกให้รอหลังบ่ายโมง
โอ้วพระเจ้าจอร์จ

เอกสารที่ต้องใช้ สำหรับคนที่มีปัตรประชาชนแล้ว ก็ใช้แค่บัตรประชาชนครับ หรือใบขับขี่ก็หยวน
ส่วนเด็กที่ยังไม่มีบัตรประชาชน ต้องใช้ภาพถ่ายสองใบแล้วลงเป็นผู้ติดตามครับ ใช้เวลายื่นเอกสารราวๆ 10-15 นาที

ที่ตึกนี้ยังโอเค แต่ตอนที่ถือเอกสารไปที่ด่านศุลกากรก่อนจะข้ามแดน เจ้าหน้าที่พูดจาแย่มากครับ
ใครจะไปทางนี้ กรุณาเก็บอารมณ์กันให้ดีๆ นะครับ
ไม่รู้ว่าท่านไป "แดก" ขี้ที่ไหนมา พูดจายังกะคนที่จะผ่านด่านเป็นเขมรอพยพครับ
แม่ผมยื่นเอกสารให้ ลมจากพัดลมข้างในป้อม พัดเอกสารปลิว มันตวาดแม่ผมบอกให้ยื่นเอกสารดีๆ
เล่นเอาเกือบเซ็ง



ช่วงข้ามแดนนี้ เค้าบังคับนะครับ ว่าต้องโดยสารด้วยรถรับจ้างบริเวณนั้น ห้ามเดินผ่านไป
ฟังดูเหมือนจะเป็นข้อตกลงระหว่างคนไทย/ลาว แถวๆ ด่าน ทั้งฝั่งท่าลี่และไชยะบุรีครับ
ขาไป ต้องนั่งรถ 3 ล้อสองแถวของไทยไป และขากลับ นั่งกะป๊อของลาวกลับ





ข้ามด่านไปก็จะมีร้านค้า ขายสินค้าหลากหลาย (เล็กๆ) อยู่
ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าเลียนแบบครับ
มีตั้งแต่ขนมเด็ก CD/DVD เหล้ายาปลาปิ้ง เสื้อผ้า ไปจนกระทั่งโทรศัพท์มือถือครับ
ซึ่งจะมีป้ายเตือนฝั่งไทยแล้ว เกี่ยวกับเรื่องสินค้า และมีเจ้าหน้าที่คอยตรวจกระเป๋า หลังเราเดินทางกลับเข้าประเทศ

คนฝั่งลาวน่ารักครับ เหมือนชาวบ้านในฝั่งไทยนี่แหละครับ
พวกผมขอแลกเงินเอากลับมาเป็นที่ระลึก คนละแสนสองแสนครับ (กีบ) หมดเงินไปราวๆ 600-700 บาท



หลังออกจากลาว เราก็เดินทางต่อครับ แวะชมพระธาตุสัจจะ
ซึ่งเป็นพระธาตุที่สร้างขึ้น เพื่อเป็นการต่อชะตาพระธาตุพนมครับ ที่หักโค่นลงมาในอดีต และให้เป็นปูชนียสถานอันเป็นที่เคารพสักการะบูชาต่อไป มีสัญลักษณ์คล้ายคลึงกับพระธาตุพนม มีเศวตฉัตร 7 ชั้น ประดิษฐานไว้บนยอดสุดของพระธาตุสัจจะ การเดินทาง ใช้ทางหลวงหมายเลข 201 แยกซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 2115 สายท่าลี่-อาฮี ห่างจากที่ว่าการอำเภอท่าลี่ประมาณ 2 กิโลเมตร

หลังนมัสการพระธาตุสัจจะแล้ว เราก็ออกเดินทางต่อครับ
ไปนมัสการพระพุทธนวมินทรมงคลลีลาทวินคราพิทักษ์ หรือที่รู้จักกันในนาม พระใหญ่ภูคกงิ้ว ครับ
เป็นพระพุทธรูปปางลีลาประทานพร หล่อด้วยไฟเบอร์ผสมเรซิ่นสีทองทั้งองค์ สูง 19 เมตร ตัวฐานกว้าง 7.2 เมตร สร้างขึ้นโดยกองทัพภาคที่ 2 และประชาชนเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครบ 6 รอบ เมื่อ พ.ศ. 2542
และในมหามงคลแห่งราชพิธีราชาภิเษก ครบ 50 ปี พ.ศ. 2543 สร้างแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2544 บริเวณโดยรอบสามารถชมทัศนียภาพที่สวยงามของแม่น้ำโขงและประเทศลาวได้ การเดินทาง จากตัวเมืองเลยใช้ทางหลวงหมายเลข 201 (เลย-เชียงคาน) ไป 47 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายบริเวณสามแยกตรงไปจนถึงบ้านท่าดีหมี่ และเลี้ยวขวาที่โรงเรียนบ้านท่าดีหมีไปอีกประมาณ 2 กิโลเมตรครับ



จากนั้น เราก็เดินทางกลับที่พัก โดยระหว่างทางได้พักชมแก่งคุดคู้ก่อนครับ
แก่งคุดคู้ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดเลยครับ อยู่ห่างตัวเมืองเชียงคานไปเพียง 3-4 ก.ม.
แก่งคุดคู้ เป็นแก่งหินใหญ่ขวางอยู่กลางลำน้ำโขง ในช่วงโค้งของลำน้ำโขงพอดี ทำให้เกิดกระแสน้ำเชี่ยวไหลผ่านแก่ง ในหน้าน้ำ น้ำจะท่วมจนมองไม่เห็นแก่ง เวลาที่เหมาะจะชมแก่งคุดคู้คือเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นเวลาที่น้ำแห้งมองเห็นเกาะแก่งชัดเจนมีโค้งสันทรายริมแม่น้ำ
สำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากสัมผัสสายน้ำโขงและธรรมชาติสองฝั่งอย่างใกล้ชิด ท่าเรือบริเวณลานจอดรถมีบริการเช่าเรือยนต์ล่องแม่น้ำโขงโดยใช้เวลาไป-กลับประมาณ 1 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังมีร้านขายอาหารเช่นไก่ย่าง ส้มตำ ลาบ โดยเฉพาะพล่า กุ้งเต้น ต้มยำปลาจากลำน้ำโขงเป็นอาหารแนะนำในราคาไม่แพง การเดินทางจากตัวอำเภอเชียงคานนักท่องเที่ยวสามารถนั่งรถสายรอบเมืองไปแก่งคุดคู้ได้ซึ่งห่างจากตัวอำเภอเชียงคานประมาณ 3 กิโลเมตร



หลังจากสนุกสนานกับการถ่ายภาพจนพอใจแล้ว เราก็กลับเข้าที่พักครับ
อ่ะ แน่นอน เมาต่อ เพราะเป็นคืนสุดท้ายที่เชียงคานแล้วครับ

เช้าวันสุดท้าย นุชและเจ้าบล ตื่นมาใส่บาตรพระตอนเช้า ก่อนจะให้น้องมิมเขียนโปสการ์ดส่งถึงตัวเอง
แล้วก็พากันไปตลาดเชียงคานครับ

ที่บ้านพักมีจักรยานให้เช่า วันละ 50 บาทครับ หรือจะเดินไปก็ได้ ตลาดอยู่ไม่ไกลนัก

ซอยต่างๆ แถวถนนศรีเชียงคาน จะทะลุ และต่อถึงกันหมดครับ

ผมอยู่เฝ้าที่พัก เก็บข้าวเก็บของ ก่อนจะเดินออกไปถ่ายรูปเล่น เพราะบ้านที่เรียงรายอยู่ริมโขง ทำให้นึกถึงทางกลับบ้านของโนบิตะเหลือเกิน



หลังจากทานอาหารเช้าเรียบร้อย เราก็อำลาเจ้าของบ้าน และออกเดินทางกลับกรุงเทพครับ
โดยออกเดินทางกลับเส้นขอนแก่น แวะพักทานไก่ย่างท่าพระ ชื่อดังของขอนแก่นเสียก่อน
อร่อยมากนะครับ ใครไปแถวขอนแก่น เตือนเลย คุณต้องแวะไปทานครับ
อยู่ตำบลท่าพระ อำเภอเมือง ขอนแก่นครับ

ออกจากขอนแก่น เราก็หลับยาวครับ มาตื่นอีกทีที่ร้านของที่ระลึก เจ้าสัว โคราชครับ
แล้วก็ดิ่งเข้ากรุงเทพฯ

ใครที่ยังไม่เคยไปเที่ยวเชียงคาน ผมแนะนำว่า คุณน่าจะลองไปสักครั้งครับ ถ้าไม่ชอบพักแบบเกสต์เฮ้าส์เหมือนพวกผม ก็จะมีรีสอร์ทที่แก่งคุดคู้ครับ ราคาแพงขึ้นมาหน่อย แต่วิวสวยครับ

แต่ถ้าคุณชอบเที่ยวแบบสถานที่ยอดฮิต เชียงคานอาจไม่เหมาะสำหรับคุณครับ
เพราะมันสงบมาก

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก
ททท.

My Links